|
functionwrote:
hi
you are big"""" no little... Thankyou.....
June 15
|
|
|
NARIN W.wrote:
History of เมืองพิบูลมังสาหาร
อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ย้อนตำนาน 144 ปี เมืองพิบูลมังสาหาร ***ย้อนหลังกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2402 พระพรหมราชวงศา (กุทอง) เจ้าเมืองอุบลราชธานี คนที่ 3 นั้น มีภรรยา (หม่อม) อยู่มากถึง 7 คน และมีบุตรธิดารวมทั้งหมด 31 คน ในจำนวนนี้มีสี่พี่น้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญาเฉียบแหลมและกล้าหาญ คือ ท้าวธรรมกิตติกา (จูมมณี) ท้าวโพธิสาราช (เสือ) ท้าวสีถาน (สาง) ทั้งสามเป็นบุตรที่เกิดจาก หม่อมหมาแพง และท้าวขัตติยะ (ท้าวผู) น้องชายต่างมารดาของท้าวธรรมกิตติกา (จูมมณี) ซึ่งพอจะเป็นเจ้าเมือง อุปฮาด (อุปราช) ราชวงศ์ ราชบุตร ทำราชการให้แก่บ้านเมืองได้ จึงได้ปรึกษาคณะกรรมการเมืองและต่างเห็นพ้องต้องกัน พร้อมกันนี้ได้สั่งให้จัดเรือสามลำและคนชำนาญร่องน้ำ เพื่อหาสถานที่สร้างเมืองใหม่ โดยล่องเรือลงไปทางทิศตะวันออกตามลำแม่น้ำมูลจนถึงบ้านสะพือ (บ้านสะพือท่าค้อ-ในปัจจุบัน) จึงได้จอดเรือและข้ามไปสำรวจภูมิประเทศ ฝั่งขวาทางด้านทิศตะวันตกแก่งสะพือ เห็นเป็นชัยภูมิเหมาะสมแก่การตั้งเมือง จึงได้ทำการบุกเบิกแผ้วถางป่าตั้งแต่บริเวณแก่งสะพือไปจนถึงห้วยบุ่งโง้ง เพียงพอ ที่จะตั้งบ้านเรือนในระยะแรกได้ 30-80 ครอบครัว พร้อมตั้งชื่อว่า “บ้านกว้างลำชะโด” เนื่องจากว่าหมู่บ้านนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างห้วยกว้าง (ด้านทิศตะวันออก) และห้วยลำชะโด (ด้านทิศตะวันตก) ภายหลังการตั้งบ้านกว้างลำชะโด มีราษฎรเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากจนกลายเป็นชุมชนที่มีความเจริญหนาแน่นมากขึ้น พร้อมที่จะตั้งเป็นเมืองได้ในปี พ.ศ. 2406 จึงจัดสร้างศาลาว่าการขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำมูล แล้วรายงานไปยังพระพรหมราชวงศา เจ้าเมืองอุบลราชธานี เห็นด้วย พร้อมสั่งให้ท้าวธรรมกิตติกา (จูมมณี) ท้าวสุริยวงศ์ (อ้ม) ท้าวคำพูล นำใบออกไปกราบเรียนเจ้าพระยากำแหงสงครามเจ้าเมืองนครราชสีมา เพื่อนำความกราบบังคมทูลฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งราชจักรีวงศ์ ขอตั้งบ้านกว้างลำ ชะโดเป็น “เมืองพิบูลมังษาหาร” ทั้งสามนายได้เชิญท้องตราราชสีห์ขึ้นมาจากกรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ฉบับ ๆ หนึ่ง ถึงเจ้าพระยานครราชสีมา (เจ้าพระยากำแหงสงครามรามภักดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์) ใจความว่า กรมการเมืองท้าวเพี้ยนำตัวเลขมาสักหลังมือ ได้เลขเมืองอุบลราชธานีครั้งนี้ 20,000 เศษ เห็นว่าเขตแดนเมืองอุบลราชธานีกว้างขวาง บุตรและหลานพระพรหมราชวงศาก็มาก ก็จะเป็นเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร รับราชการฉลองพระเดชพระคุณขึ้นกับ เมืองอุบลราชธานีได้อยู่ พระพรหมราชวงศาขอรับพระราชทานท้าวธรรมกิตติกา (จูมมณี) เป็นเจ้าเมือง ท้าวโพธิสาราช (เสือ) เป็นอุปฮาด ท้าวสีถาน (สาง) เป็นราชวงศ์ ท้าวขัตติยะ (ผู) เป็นราชบุตร ขอตั้งบ้านกว้างลำชะโดเป็นเมืองหนึ่ง จะแบ่งเลขเมืองอุบลราชธานีให้เมืองละ 2,000 เศษ มีความในใบบอกหลายประการนั้น ได้นำความกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท มีพระบรมราชโองการ ตรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งการให้หัวเมืองลาวฝั่งตะวันออก โดยมอบหมายให้เจ้าพระยานครราชสีมา กับพระพรหมราชวงศาเจ้าเมืองอุบลราชธานีไปปรึกษาพร้อมกัน จะบอกส่วยเงินขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายนั้นชอบแล้ว ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามสัญญาบัตร ประทับตราพระราชสัญจักรตั้ง ท้าวธรรมกิตติกาเป็นพระบำรุงราษฎร์ เจ้าเมือง ยกบ้านกว้างลำชะโดเป็น “เมืองพิบูลมังษาหาร” และอีกฉบับหนึ่งถึง พระพรหมราชวงศา เจ้าเมืองอุบลราชธานี เป็น ท้องตราตั้งเมืองพิบูลมังษาหาร สารตรามา ณ วันอาทิตย์แรม 11 ค่ำ เดือนอ้าย จุลศักราช 1225 ปีกุน พุทธศักราช 2406 (6 ธันวาคม 2406) ก่อนที่ท้องตราตั้งเมืองและเจ้าเมืองจะเดินทางมาถึงเมืองอุบลราชธานีเพียงอาทิตย์เดียวนั้น พระพรหมราชวงศา (กุทอง) ก็ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา ในวันอาทิตย์ แรม 4 ค่ำ เดือนอ้าย จุลศักราช 1225 ปีกุน ครั้นจัดการพระราชทานเพลิงศพเสร็จแล้ว พระอุปฮาดโท ราชวงศ์โหง่นคำ ราชบุตรสุ้ย พร้อมด้วย ข้าหลวงที่เจ้าพระยานครราชสีมาแต่งตั้ง ได้อัญเชิญท้องตราตั้งพระราชสีห์มาออกไปจัดตั้งเมืองพิบูล มังษาหาร มอบให้พระบำรุงราษฎร์ (จูมมณี) เป็น เจ้าเมือง และได้พร้อมกันปักปันเขตแดนทั้งแบ่ง เลขส่วยให้ 2,000 เศษ โดยคณะอาชญาสี่เมือง พิบูลมังษาหารในคณะแรกประกอบด้วย พระบำรุงราษฎร์ (จูมมณี) เป็นเจ้าเมือง ท้าวโพธิสาราช (เสือ) เป็นอุปฮาด ท้าวสีถาน (สาง) เป็นราชวงศ์ และ ท้าวขัตติยะ (ผู) เป็นราชบุตร คณะที่ 2 ประกอบด้วย พระบำรุงราษฎร์ (ผู) เป็นเจ้าเมือง ท้าวลอด เป็นอุปฮาด ท้าวมินและท้าวสิงห์ เป็นราชวงศ์ ท้าวเขียว เป็นราชบุตร ตลอดระยะเวลา 144 ปี พิบูลมังษาหาร ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลายครั้ง อาทิ การลดฐานะเป็นอำเภอขึ้นตรงกับจังหวัดอุบลราชธานีในปี พ.ศ. 2455 พร้อมการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “พิบูลมังสาหาร” ซึ่งมีความหมายว่าเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ในวันที่ 1 มกราคม 2521 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแยกตำบลตาลสุม ตำบลสำโรง และตำบลจิกเทิง และตั้งตำบลนาคาย ตำบลคำหว้า และตำบลหนองกุง ยกฐานะขึ้นเป็น “กิ่งอำเภอตาลสุม” ในวันที่ 3 มกราคม 2535 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแยกตำบลนิคมลำโดมน้อย ตำบลคันไร่ ตำบลฝางคำ ตำบลช่องเม็ก ตำบลโนนก่อ และตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอโขงเจียม ยกฐานะขึ้นเป็น “อำเภอสิรินธร” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสพระ ชนมพรรษาครบ 3 รอบ (36 พรรษา) *จากวันนั้นถึงวันนี้ “พิบูลมังสาหาร” จึงมีอายุครบการก่อตั้งมาได้ 144 ปี 8 เดือน เมื่อวันพุธที่ 6 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา.*
May 14
|
|
|
sarsawat Limwrote:
สวัสดีครับยินดีทีได้รู้จักนะครับหวังว่าเราคงจะได้คุยและรู้จักกัน.........ครับผม
May 9
|
|
|
จ๊ะเอ๋ น่ารักwrote:
up รูป เร็วจริงๆ เรย เพื่อนชั้น
เซ็กซี่จิงๆ น๊า ^^
May 6
|
|
|
No namewrote:
หารูปอยู่นะ ขี้เห่รเลยไม่เคยถ่ายรูปนะกลัวตัวเองครับ
Apr. 27
|